พระ ราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2535 เป็นกฎหมายที่มีลักษณะเป็นการกำกับดูแล จึงมีการวางกรอบกำหนดตามกฎหมายให้ผู้ประกอบธุรกิจนำไปปฏิบัติ และพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอางฯจะติดตามตรวจสอบว่าผู้ ประกอบธุรกิจได้ดำเนินการเกี่ยวกับเครื่องสำอางอย่างถูกต้อง เหมาะสมหรือไม่ ดังนั้น ผู้ประกอบธุรกิจจึงจำเป็นต้องสนใจเกี่ยวกับกฎระเบียบต่างๆ เพื่อที่จะได้นำไปปฏิบัติให้ถูกต้อง
สาร ห้ามใช้ในเครื่องสำอาง เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องสำอางทุกประเภทจะต้องให้ความ สำคัญเป็นลำดับแรก เพราะเครื่องสำอางทุกชนิด ทุกประเภท จะต้องไม่มีส่วนผสมของสารห้ามใช้ หรือที่เรียกเป็นภาษากฎหมายว่า " วัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง "
สำนัก งานคณะกรรมการอาหารและยาจะติดตามตรวจสอบความปลอดภัยของเครื่องสำอางที่วาง ตลาดแล้ว ด้วยการเก็บตัวอย่างส่งให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจวิเคราะห์ เครื่องสำอางใดที่ตรวจวิเคราะห์พบว่ามีสารห้ามใช้ ถือว่าเป็นเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัยในการใช้ ผู้ใดผลิตเพื่อขาย นำเข้าเพื่อขาย หรือขายเครื่องสำอางดังกล่าว จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการเครื่องสำอาง มีอำนาจประกาศผลการตรวจสอบ หรือผลวิเคราะห์เครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัยให้ประชาชนทราบ เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองผู้บริโภค (ตามมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2535)
รายการสารห้ามใช้ของประเทศไทย
รายการสารที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอางนั้น ขณะนี้มีจำนวน 38 รายการ ปรากฏอยู่ในประกาศกระทรวงสาธารณสุข 3 ฉบับ ได้แก่
1. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2536
2. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 25) พ.ศ. 2539
3. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 34) พ.ศ. 2545
รายละเอียดปรากฏตามภาคผนวก
สารห้ามใช้ในเครื่องสำอางทั้ง 38 รายการนี้ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
1. สารที่ห้ามใช้ในเครื่องสำอางโดยสิ้นเชิง ไม่มีข้อยกเว้นใดๆทั้งสิ้น หากตรวจวิเคราะห์พบว่าเครื่องสำอางใดมีส่วนผสมของสารเหล่านี้แม้เพียงเล็ก น้อย จะผิดกฎหมายทันที ตัวอย่างเช่น
สารปฏิชีวนะ (antibiotics)
เบนซีน(benzene)
คาร์บอนไดซัลไฟด์(carbon disulfide)
คอร์ติโคสเตียรอยด์ (corticosteroids)
เมทานอล(methanol)
สารประกอบไนไตรต์ของโลหะ(metallic nitrites)
คาร์บอนเตตราคลอไรด์(carbon tetrachloride)
ทอกซิน(toxins,modified and non-modified)
ไนโตรเบนซีน (nitrobenzene)
ฮอร์โมนส์(hormones)
โม โนเบนโซน หรือ โมโนเบนซิลอีเทอร์ของไฮโดรควิโนน หรือ พารา-เบนซิลออกซีฟีนอล(monobenzone or monobenzyl ether or hydroquinone or p-benzyloxyphenol)
คลอโรฟอร์ม(chloroform)
มินอกซิดิล(minoxidil)
เมทิลีนคลอไรด์ หรือ ไดคลอโรมีเทน(methylene chloride or dichloromethane)
เบนโซอิลเพอร์ออกไซด์(benzoyl peroxide)
เฮกซาคลอโรฟีน (hexachlorophene)
กรด เรทิโนอิกหรือที่รู้จักกันดีในชื่อ "กรดวิตามินเอ" รวมทั้งอนุพันธ์ เอสเทอร์ และเกลือของสารนี้(retinoic acid, its derivatives esters and salts)
กรดอะเซลาอิก(azelaic acid)
พาดิเมท เอ (padimate A)
ไพโรแกลลอล(pyrogallol)
2-แนพทอล(2-naphthol) และ
ไบไธโอนอล (bithionol) เป็นต้น
2. สารที่ห้ามใช้ในเครื่องสำอาง โดยมีข้อยกเว้นว่าอาจปนเปื้อนในเครื่องสำอางได้เพียงเล็กน้อย หรือหากจะมีการใช้ในเครื่องสำอางจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด ตัวอย่างเช่น
2.1 ตะกั่ว สารประกอบของตะกั่วและแร่ธาตุตะกั่ว(lead , its compounds and minerals) จัดเป็นสารห้ามใช้ในเครื่องสำอาง แต่มีข้อยกเว้น คือ
(1) อาจปนเปื้อนในเครื่องสำอางได้ ในอัตราส่วนไม่เกิน 20 ส่วนในล้านส่วน โดยน้ำหนัก
(2) เฉพาะสารประกอบแอซีเทตของตะกั่ว (lead acetate) หากจะนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางประเภทแต่งผมดำ จะเข้าข่ายเป็นสารควบคุมพิเศษ มีอัตราส่วนสูงสุดที่ให้ใช้ คือ 0.6 % น้ำหนัก : น้ำหนัก โดยคำนวณในรูปโลหะตะกั่ว ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารนี้จะต้องขึ้นทะเบียนตำรับให้เรียบร้อยก่อนการ ผลิต หรือนำเข้า
2.2 ปรอท สารประกอบของปรอท และแร่ธาตุ (mercury, its compounds and minerals) จัดเป็นสารห้ามใช้ในเครื่องสำอาง แต่มีข้อยกเว้น คือ
(1) สารปรอทอาจปนเปื้อนในเครื่องสำอางได้ ในอัตราส่วนไม่เกิน 0.5 ส่วนในล้านส่วนโดยน้ำหนัก
(2) ถ้าเป็นเกลือฟีนิลเมอร์คุริก (phenyl mercuric salts) ที่ใช้เป็นวัตถุกันเสียในผลิตภัณฑ์ประเภทที่ใช้บริเวณรอบดวงตา ให้ใช้ได้ในอัตราส่วนสูงสุดไม่เกินร้อยละ 0.0065 คำนวณในรูปโลหะปรอท
(3) ถ้าเป็นไทเมอโรซาลหรือไทโอเมอร์ซาล ( thimerosal or thiomersal)ที่ใช้เป็นวัตถุกันเสียในผลิตภัณฑ์ประเภทที่ใช้บริเวณรอบดวงตา ให้ใช้ได้ในอัตราส่วนสูงสุดไม่เกินร้อยละ 0.0065 คำนวณในรูปโลหะปรอท
(4) ในกรณีที่มีการใช้สารใน (2) และ (3) ผสมรวมกัน ผลรวมของสารที่ใช้ต้องไม่เกินร้อยละ 0.0065 คำนวณในรูปโลหะปรอท
ปรอท เป็นสารที่ทำให้เกิดการแพ้ หรือระคายเคืองได้อย่างรุนแรง ( potent allergen and sensitizer and skin irritation) อีกทั้งสารปรอทสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง เช่น สูดดมเข้าทางปอด หรือถูกดูดซึมผ่านทางลำไส้เล็กหากมีการกลืนกินสารนี้เข้าไป แม้แต่การทาที่ผิวหนังสารปรอทก็จะถูกดูดซึมเข้าไปสะสมในร่างกาย ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินปัสสาวะ ทำให้ทางเดินปัสสาวะอักเสบ และไตอักเสบได้
เนื่อง จากในอดีตเคยมีการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารปรอทเพื่อทำให้สีผิวจางลง (skin-bleaching) หรือเพื่อขจัดสิว ฝ้า กระ จุดด่างดำ (acne freckles and/or brown spot , aged spot) และใช้เป็นสารกันเสีย (preservative)ในเครื่องสำอางประเภทต่างๆ ต่อมามีการศึกษาเกี่ยวกับความเป็นพิษของสารปรอท และมีข้อมูลที่ชัดเจนว่าสารนี้เป็นอันตรายต่อร่างกายเกินกว่าที่จะให้ใช้ เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง
แต่ เมื่อพิจารณาในประเด็นของการนำสารปรอทมาใช้เพื่อเป็นสารกันเสียในเครื่อง สำอางนั้น พบว่าสารนี้มีข้อดีเด่น คือ สามารถยับยั้งการปนเปื้อนของเชื้อ Pseudomonas spp.ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเนื่องจากการติดเชื้อ Pseudomonas spp. ที่ดวงตาอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงถึงขั้นตาบอดได้ ดังนั้น จึงยังคงให้ใช้สารประกอบของปรอทในเครื่องสำอางได้ เฉพาะกรณีที่เป็นวัตถุกันเสียในเครื่องสำอางที่ใช้บริเวณรอบดวงตาเท่านั้น โดยอัตราส่วนสูงสุดที่ให้ใช้ไม่เกินร้อยละ 0.0065 น้ำหนัก: น้ำหนัก คำนวณในรูปโลหะปรอท ซึ่งเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2538 เรื่อง กำหนดวัตถุที่อาจใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง
รายการสารห้ามใช้ของสหรัฐอเมริกา
เนื่อง จากกฎหมายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพของสหรัฐอเมริกามีความแตกต่างจาก กฎหมายไทย ดังเช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีวัตถุประสงค์ทั้งทางยาและทางเครื่องสำอาง จะถูกจัดเป็น Over-the-Counter Drug (ยาที่วางจำหน่ายทั่วไป ให้ผู้บริโภคเลือกซื้อใช้เองได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์) ซึ่งมีกระบวนการกำกับดูแลที่เข้มงวดกว่าเครื่องสำอาง ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องดำเนินการตามข้อกำหนด (monograph) เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ประเภทนั้นๆ
แต่อย่างไรก็ตามมีการกำหนดสารที่ห้ามใช้ในเครื่องสำอางไว้หลายรายการ ซึ่งมีความแตกต่างจากกฎหมายไทยบ้าง ในบางประเด็น ดังเช่น
Hexachlorophene เป็นสารที่สามารถถูกดูดซึมผ่านผิวหนังไปก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบประสาท (neurotoxic effect) จึงให้ใช้เป็นสารกันเสียในเครื่องสำอางได้เฉพาะกรณีที่ใช้สารกันเสียชนิด อื่นไม่ได้ผล แต่ก็มีเงื่อนไขว่าใช้ได้ไม่เกิน 0.1% และห้ามใช้ในเครื่องสำอางที่สัมผัสกับเยื่อบุอ่อน เช่น ริมฝีปาก
ในประเทศไทยกำหนดให้ Hexachlorophene เป็นสารห้ามใช้ในเครื่องสำอาง โดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ
Mercury compound เนื่องจากสารปรอทสามารถถูกดูดซึมผ่านผิวหนังเข้าไปสะสมในร่างกาย และก่อให้เกิดอันตรายหลายอย่าง เช่น allergic reactions, skin irritation และ neurotoxic manifestations การนำสารประกอบของปรอทมาใช้ในเครื่องสำอาง จะให้ใช้ได้เฉพาะเป็นสารกันเสียในเครื่องสำอางที่ใช้รอบดวงตา ในกรณีที่ใช้สารกันเสียชนิดอื่นไม่ได้ผล โดยใช้ได้ในอัตราส่วนสูงสุดไม่เกิน 0.0065 % คำนวณในรูปโลหะปรอท และยอมให้มีสารปรอทปนเปื้อนในเครื่องสำอางได้ไม่เกิน 1 ส่วน ในล้านส่วนโดยน้ำหนัก
อนึ่ง ในประเทศไทยจัดให้สารปรอทเป็นสารห้ามใช้เช่นกัน แต่มีความเข้มงวดกว่า คือ ยอมให้มีสารปรอทปนเปื้อนในเครื่องสำอางได้ไม่เกิน 0.5 ส่วนในล้านส่วนโดยน้ำหนัก
Chlorofluorocarbon propellants ประเทศไทยก็ห้ามใช้สารนี้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ตามข้อกำหนดของพระราชบัญญัติวัตถุอันตรายฯ
Bithionol จัดเป็นสารห้ามใช้เนื่องจากอาจก่อให้เกิด photo-contact sensitization และในประเทศไทยก็จัดเป็นสารห้ามใช้เช่นกัน
Halogenated salicylanilides จัดเป็นสารห้ามใช้เนื่องจากอาจก่อให้เกิด photo-contact sensitization
Chloroform จัดเป็นสารห้ามใช้เนื่องจากก่อให้เกิดมะเร็งในสัตว์ทดลอง (animal carcinogenicity) และในประเทศไทยก็จัดเป็นสารห้ามใช้เช่นกัน
Vinyl chloride ซึ่งเป็นส่วนผสมใน aerosol product จัดเป็นสารห้ามใช้ เพราะเป็นสารที่อาจก่อให้เกิดมะเร็ง (carcinogenicity)
Zirconium - containing complexes เฉพาะในผลิตภัณฑ์ฉีดพ่น (aerosol cosmetic product) จัดเป็นสารห้ามใช้ เพราะอาจเป็นพิษต่อปอด (toxic effect on lungs ,including the formation of granuloma)
Methylene chloride จัดเป็นสารห้ามใช้เนื่องจากก่อให้เกิดมะเร็งในสัตว์ทดลอง (animal carcinogenicity) และในประเทศไทยก็จัดเป็นสารห้ามใช้เช่นกัน
รายการสารห้ามใช้ของสหภาพยุโรป
ใน สหภาพยุโรป ตาม ANEX II ของ Directive 76/768/EEC ได้กำหนด List of substances which must not form part of the composition of cosmetic products ซึ่งระบุชื่อสารห้ามใช้ในเครื่องสำอาง จำนวน 422 รายการ ซึ่งเมื่อพิจารณาในรายละเอียดแล้วพบว่า ในจำนวนสาร 422 รายการนั้น มีจำนวน 34 รายการที่ ในประเทศไทยก็จัดเป็นสารห้ามใช้เช่นกัน ส่วนอีก 264 รายการ จัดเป็นสารที่ใช้ในการบำบัด รักษาโรค นอกจากนั้นพบว่าสารอื่นๆเป็น สีที่ประเทศไทยห้ามใช้ในเครื่องสำอาง วัตถุอันตราย ยาเสพติดหรือวัตถุออกฤทธิ์ ในอนาคต เมื่อกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนปรับการกำกับดูแลเครื่องสำอางให้สอดคล้องกัน โดยจะนำหลักการของสหภาพยุโรปมาใช้ ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่าในเรื่องของสารห้ามใช้ในเครื่องสำอางจะมีความ ชัดเจนกว่าเดิม
จาก การเก็บตัวอย่างเครื่องสำอางส่งให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจวิเคราะห์หา สารห้ามใช้ พบว่าผลิตภัณฑ์ที่มีปัญหามากที่สุด คือ เครื่องสำอางทาสิว ฝ้า ทำให้หน้าขาว ส่วนใหญ่ไม่มีสารควบคุมพิเศษ หรือสารควบคุม จึงเป็นเครื่องสำอางกลุ่มที่มีการกำกับดูแลไม่เข้มงวด สารห้ามใช้ที่พบบ่อยในเครื่องสำอางทาสิว-ฝ้า ทำให้หน้าขาว ได้แก่
1. ปรอทแอมโมเนีย (Ammoniated mercury) สารนี้ถูกประกาศเป็นสารห้ามใช้ในเครื่องสำอางทุกชนิด ตั้งแต่ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2532 เนื่องจากมีอันตรายต่อผู้บริโภค คือ ทำให้เกิดการแพ้ ผื่นแดง ผิวหน้าดำ ผิวบางลง เกิดพิษสะสมของสารปรอท ทำให้ทางเดินปัสสาวะอักเสบ และไตอักเสบ
2. ไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) สารนี้ถูกประกาศเป็นสารห้ามใช้ในเครื่องสำอาง (ยกเว้นให้ใช้ได้ในผลิตภัณฑ์ประเภทย้อมผม) ตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2539 เนื่องจากมีอันตรายต่อ ผู้บริโภค คือ ทำให้เกิดการแพ้ ระคายเคือง เกิดจุดด่างขาวที่ผิวหน้า ผิวหน้าดำ เป็นฝ้าถาวรรักษาไม่หาย
3. กรดวิตามินเอ (Retinoic acid, its derivatives esters and salts) สารนี้ถูกประกาศเป็นสารห้ามใช้ในเครื่องสำอางทุกชนิด ตั้งแต่ เดือนกรกฎาคม 2532 เนื่องจากมีอันตรายต่อผู้บริโภค คือ ทำให้หน้าแดง ระคายเคือง แสบร้อนรุนแรง เกิดการอักเสบ ผิวหน้าลอกอย่างรุนแรง และอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้
เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการเครื่องสำอางมี อำนาจ ประกาศผลการตรวจสอบ หรือผลวิเคราะห์เครื่องสำอางที่พบสารห้ามใช้ ซึ่งจัดเป็นเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัยให้ประชาชนทราบ เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองผู้บริโภค นับถึงปัจจุบันได้มีการประกาศผลวิเคราะห์เครื่องสำอางอันตรายไปแล้ว 69 รายการ และเป็นเครื่องสำอางประเภททาสิว-ฝ้า ทำให้หน้าขาว ถึง 64 รายการ
นอก จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาติดตามเฝ้าระวังความปลอดภัยของเครื่องสำอาง ที่วางขายในตลาดแล้ว ยังมีระบบติดตามอาการอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยจัดส่งแบบรายงานอาการอันไม่พึงประสงค์จากการใผลิตภัณฑ์สุขภาพให้โรง พยาบาลและสถานบริการสาธารณสุขทั่วประเทศ เมื่อแพทย์พบผู้ป่วยที่ได้รับอาการอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ผลิตภัณฑ์ สุขภาพ (ยา อาหาร เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ และวัตถุอันตรายที่ใช้ในบ้านเรือน) จะรายงานและส่งกลับมายังอย. เพื่อรวบรวมแล้วใช้ประโยชน์ในการพัฒนาระบบการคุ้มครองผู้บริโภคให้มี ประสิทธิภาพต่อไป
ข้อมูลรายงานการแพ้เครื่องสำอางที่ อย.ได้รับ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2533-2544 พบอาการอันไม่พึงประสงค์เนื่องจากเครื่องสำอางทาสิว-ฝ้า เป็นอันดับหนึ่งเกือบทุกปี และพบมากในหญิงช่วงอายุ 31-40 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยเจริญพันธุ์ อาจเนื่องจากมีปัญหาผิวหน้าดำคล้ำ หรือเป็นฝ้า เนื่องจากไม่สามารถหลบเลี่ยงแสงแดดได้ หรือเป็นผลมาจากการรับประทานยาคุมกำเนิดที่มีส่วนผสมของฮอร์โมนส์ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนส์ภายในร่างกายเองด้วย
จากรายงานอาการอันไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากเครื่องสำอางทาสิว ทาฝ้า ทำให้หน้าขาว ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมาย มีการลักลอบผสมสารห้ามใช้ พบว่าก่อให้เกิดอันตราย ดังนี้
1. ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Hydroquinone หรือ Hydroquinone + Vitamin A acid พบอาการผื่นแดง คัน มีตุ่มนูน ร้อนวูบวาบ ผื่นแดงมีน้ำเหลืองไหล ผื่นระคาย หน้าแดง เปลือกตาบวมแดง ผิวบริเวณรอบดวงตาบวมแดง ผื่นแดงบริเวณใบหน้าและลำคอ ผิวหน้าสีดำคล้ำ การวินิจฉัยของแพทย์ระบุว่า Allergic Contact Dermatitis และแพทย์ระบุว่า Hyperpigmentation หลายราย
2. ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Ammoniated Mercury พบอาการหน้าบวม (Diffuse edema)หน้าแดง เปลือกตาบวมแดง ผิวบริเวณรอบดวงตาบวมแดง ผื่นระคาย ผื่นแดงที่แก้มทั้งสองข้าง
ผลิตภัณฑ์ ที่ก่อให้เกิดอันตรายเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ที่เคยประกาศผลวิเคราะห์ ไปแล้ว หรือไม่มีฉลากภาษาไทย และพบว่าบางผลิตภัณฑ์อ้างว่าเป็นครีมสมุนไพรแต่กลับลอบผสมสารห้ามใช้ ทำให้ผู้บริโภคได้รับอันตราย
เอกสารอ้างอิง
1. พระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2535
2. Prohibited Ingredients and Related Safety Issues [ http://www.cfsan.fda.gov/~dms/cos-210.html ]
3. Cosmetic Directive 76/768/EEC , European Communities , August 1993.
3. พรพิมล ขัตตินานนท์ พรพรรณ สุนทรธรรม สุภาศิริ ศรีชาติ . การศึกษาอาการอันไม่พึงประสงค์จากการใช้เครื่องสำอาง .สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ; 2545
ภาคผนวก
รายการสารห้ามใช้ในเครื่องสำอาง
| อันดับ |
ชื่อวัตถุที่ห้ามใช้ |
ยกเว้น |
| 1. |
สารปฏิชีวนะ
(antibiotics) |
- |
| 2. |
สารหนู สารประกอบของสารหนู และ แร่ธาตุที่มีสารหนู
(arsenic, its compounds and minerals) |
สารหนูที่มีอยู่ในวัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง ในอัตราส่วนไม่เกิน 5 ส่วนในล้านส่วน โดยน้ำหนัก |
| 3. |
เกลือของแบเรียม
(barium, salts of) |
แบเรียม ซัลเฟต และเลกส์กับพิกเมนต์ ที่มีเกลือแบเรียมซึ่งมีโซลูเบิลแบเรียม (soluble barium) ในรูปของแบเรียมคลอไรด์ (barium chloride) ได้ไม่เกินร้อยละ 0.05 |
| 4. |
เบนซีน
(benzene) |
- |
| 5. |
แคนทาริดีสทั้งตัว ผง และสิ่งปรุงแบบกาเลน
(cantharides-whole, powder and galenical preparations) |
- |
| 6. |
คาร์บอนไดซัลไฟด์
(carbon disulfide) |
- |
| 7. |
คอร์ติโคสเตอรอยด์
(corticosteroids) |
- |
| 8. |
ฟอร์มาลดีไฮด์
(formaldehyde) |
(1) ฟอร์มาลดีไฮด์ที่ใช้เป็นวัตถุกันเสีย ให้ใช้ในปริมาณไม่เกินร้อยละ 0.2 คำนวณในรูปฟอร์มาลดีไฮด์ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ที่ออกตามความในมาตรา 5 (5) เกี่ยวกับการกำหนดชื่อและปริมาณของวัตถุที่อาจใช้เป็นส่วนผสมในการผลิต เครื่องสำอาง
(2) ฟอร์มาลดีไฮด์ที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำยาบ้วนปาก ให้ใช้ได้ในปริมาณไม่เกิน ร้อยละ 0.1 คำนวณในรูปฟอร์มาลดีไฮด์ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2535
(3) ฟอร์มาลดีไฮด์ที่ใช้ในผลิตภัณฑ์สำหรับเล็บ ให้ใช้ได้ในปริมาณไม่เกินร้อยละ 5 คำนวณในรูปฟอร์มาลดีไฮด์ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 3 (พ.ศ.2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2535 |
| 9. |
ปรอท สารประกอบของปรอท และแร่ธาตุ ที่มีปรอท (mercury , its compounds and minerals) |
(1) ปรอท (mercury)ที่มีอยู่ในวัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่อง สำอาง ในอัตราส่วนไม่เกิน 0.5 ส่วนในล้านส่วนโดยน้ำหนัก
(2) เกลือฟีนิลเมอร์คุริก
(phenyl mercuric salts)ที่ใช้เป็นวัตถุกันเสียในผลิตภัณฑ์ประเภทที่ใช้บริเวณรอบดวงตา ในอัตราส่วนสูงสุดที่ให้ใช้ไม่เกินร้อยละ 0.0065 คำนวณในรูปโลหะปรอทตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ที่ออกตามความในมาตรา 5 (5) เกี่ยวกับการกำหนดชื่อและปริมาณของวัตถุที่อาจใช้เป็นส่วนผสมในการผลิต เครื่องสำอาง
(3) ไทเมอโรซาลหรือไทโอเมอร์ซาล
(thimerosal or thiomersal) ที่ใช้เป็นวัตถุกันเสียในผลิตภัณฑ์ประเภทที่ใช้บริเวณรอบดวงตา ในอัตราส่วนสูงสุดที่ให้ใช้ไม่เกินร้อยละ 0.0065 คำนวณในรูปโลหะปรอทตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ที่ออกตามความในมาตรา 5 (5) เกี่ยวกับการกำหนดชื่อและปริมาณของวัตถุที่อาจใช้เป็นส่วนผสมในการผลิต เครื่องสำอาง
(4) ในกรณีที่มีการใช้สารตาม (2) และ (3) ผสมรวมกัน ผลรวมของสารที่ใช้ต้องไม่เกินร้อยละ 0.0065 คำนวณในรูปโลหะปรอท |
| 10. |
เมทานอล
(methanol) |
- |
| 11. |
สารประกอบไนไตรต์ของโลหะ
(metallic nitrites) |
- |
| 12. |
ตะกั่ว สารประกอบของตะกั่วและ แร่ธาตุตะกั่ว
(lead , its compounds and minerals) |
(1) ตะกั่วที่มีอยู่ในวัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง ในอัตราส่วนไม่เกิน 20 ส่วนในล้านส่วนโดยน้ำหนัก
(2) สารประกอบแอซีเทตของตะกั่ว (lead acetate) ในปริมาณไม่เกินร้อยละ 1.75 คำนวณในรูปตะกั่ว ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535 ออกตามความในพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2535
หมายเหตุ มีการเปลี่ยนแปลงปริมาณสูงสุดของสารประกอบแอซีเทตของตะกั่ว จากร้อยละ 1.75 เป็นร้อยละ 0.6 คำนวณในรูปโลหะตะกั่ว ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2537 ออกตามความในพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ.2535 |
| 13. |
ธาตุ กัมมันตรังสีต่างๆ เกลือและอนุพันธ์ของธาตุเหล่านี้ สิ่งปรุงทุกชนิดของธาตุกัมมันตรังสีต่างๆ รวมทั้งธาตุกัมมันตรังสี ทั้งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ หรือที่ทำเทียมธรรมชาติ เกลือและอนุพันธ์ของธาตุเหล่านี้
(radioelements , their salts and derivatives, preparations of all kinds including natural or artificial radioelements, their salts and derivatives) |
- |
| 14. |
คาร์บอนเตตราคลอไรด์
(carbon tetrachloride) |
- |
| 15. |
ทอกซิน ทั้งที่ดัดแปรรูป และไม่ดัดแปรรูป
(toxins, modified and non-modified) |
- |
| 16. |
ฟีนอล และเกลือด่างของฟีนอล
(phenol and its alkaline salts) |
ฟีนอ ลซึ่งใช้เป็นวัตถุกันเสียในสบู่หรือแชมพู ซึ่งมีปริมาณไม่เกินร้อยละ 1 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ที่ออกตามความมาตรา 5 (5) เกี่ยวกับการกำหนดชื่อ และปริมาณของวัตถุที่อาจใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง |
| 17. |
ไนโตรเบนซีน
(nitrobenzene) |
- |
| 18. |
ฮอร์โมน
(hormones) |
- |
| 19. |
โม โนเบนโซน หรือ โมโนเบนซิล อีเทอร์ของไฮโดรควิโนน หรือ พารา-เบนซิลออกซีฟีนอล หรือชื่อที่เรียกเป็นอย่างอื่น แต่มีสูตรโครงสร้างเดียวกันกับโมโนเบนโซน
(monobenzone or monobenzyl ether of hydroquinone or p-benzyloxyphenol or other names which have the same structural formula as monobenzone) |
- |
| 20. |
โซเดียมเพอร์ออกไซด์ หรือชื่อที่เรียกเป็นอย่างอื่น แต่มีสูตรโครงสร้างเดียวกันกับโซเดียม เพอร์ออกไซด์
(sodium peroxide or other names which have the same structural formula as sodium peroxide) |
- |
| 21. |
คลอโรฟอร์ม
(chloroform) |
- |
| 22. |
มินอกซิดิล หรือชื่อที่เรียกเป็นอย่างอื่น แต่มีสูตรโครงสร้างเดียวกันกับมินอกซิดิล
(minoxidil or other names which have the same structura formula as minoxidil) |
- |
| 23. |
เมทิลีนคลอไรด์ หรือไดคลอโรมีเทน หรือชื่อที่เรียกเป็นอย่างอื่น แต่มีสูตรโครงสร้างเดียวกันกับเมทิลีนคลอไรด์
(methylene chloride or dichloromethane or other names which have the same structural formula as methylene chloride) |
- |
| 24. |
โซเดียม ไพริไทโอน หรือโซเดียม (2-ไพริดิลไทโอ) -เอ็น-ออกไซด์ หรือชื่อที่เรียกเป็นอย่างอื่น แต่มีสูตรโครงสร้างเดียวกันกับโซเดียมไพริไทโอน
(sodium pyrithione or sodium (2-pyridylthio) - N-oxide or other names which have the same structural formula as sodium pyrithione) |
- |
| 25. |
เบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ หรือชื่อที่เรียกเป็นอย่างอื่น แต่มีสูตรโครงสร้างเดียวกันกับเบนโซอิลเพอร์ออกไซด์
(benzoyl peroxide or other names which have the same structural formula as benzoyl peroxide) |
- |
| 26. |
เฮกซาคลอโรฟีน
(hexachlorophene) |
- |
| 27. |
4-เมทิลเมตาฟีนิลีนไดอะมีน และเกลือของสารนี้
(4-methyl-m-phenylenediamine and its salts) |
- |
| 28. |
ออร์โทฟีนิลีนไดอะมีน รวมทั้งเกลือของสารนี้
(o-phenylenediamine and its salts) |
- |
| 29. |
กรดเรทิโนอิก รวมทั้งอนุพันธ์ เอสเทอร์ และเกลือของสารนี้
(retinoic acid, its derivatives esters and salts) |
- |
| 30. |
รีซอร์ซินอล
(resorcinol) |
(1) ใช้ในผลิตภัณฑ์ประเภทย้อมผม ในอัตราส่วนสูงสุดที่ให้ใช้ ร้อยละ 5.0 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2535
(2) ใช้ในผลิตภัณฑ์ประเภทใส่ผม ในอัตราส่วนสูงสุดที่ให้ใช้ ร้อยละ 0.5 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2535 |
| 31. |
คลอ เฮกซิดีน รวมทั้งเกลือไดกลูโคเนต ไดแอซีเทต และไดไฮโดรคลอไรด์ของคลอเฮกซิดีน หรือชื่อที่เรียกเป็นอย่างอื่น แต่มีสูตรโครงสร้างเดียวกันกับสารดังกล่าว
(chlorhexidine and its digluconate , diacetate and dihydrochloride or other names which have the same structural formula) ที่ใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในช่องปาก |
คลอ เฮกซิดีน รวมทั้งเกลือไดกลูโคเนต ไดแอซีเทต และไดไฮโดรคลอไรด์ของคลอเฮกซิดีน หรือชื่อที่เรียกเป็นอย่างอื่น แต่มีสูตรโครงสร้างเดียวกันกับสารดังกล่าว ที่ใช้เป็นวัตถุกันเสีย ในอัตราส่วนสูงสุดไม่เกินร้อยละ 0.3 คำนวณในรูปคลอเฮกซิดีน ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ที่ออกตามความมาตรา 5 (5) เกี่ยวกับการกำหนดชื่อ และปริมาณของวัตถุที่อาจใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง |
| 32. |
กรดอะเซลาอิก หรือชื่อที่เรียกเป็นอย่างอื่น แต่มีสูตรโครงสร้างเดียวกันกับสารดังกล่าว
(azelaic acid or other names which have the same structural formula) |
- |
| 33. |
พาดิเมท เอ
(padimate A) |
- |
| 34. |
แมกนีเซียมซัลเฟตผนวกกับไดไพริไทโอน
(magnesium sulfate adduct of dipyrithione) |
- |
| 35. |
ไฮโดรควิโนน
(hydroquinone) |
ไฮโดร ควิโนนที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ประเภทย้อมผมให้ใช้ได้ในปริมาณไม่เกินร้อยละ 2.0 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2539 ออกตามความในพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2535 |
| 36. |
ไพโรแกลลอล
(pyrogallol) |
- |
| 37. |
2- แนพทอล
(2- naphthol หรือ b - naphthol) |
- |
| 38. |
ไบไธโอนอล
(bithionol) |
- |
|